วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

ความฉลาดของพ่อค้า (ผลชาตกํ)
นายํ  รุกฺโข  ทุรารุโห     นปิ  คามโต  อารกา
อาการเกน ชานามิ         นายํ  สาทุผโล  ทุโมติ ฯ

 

                        พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ในวัดพระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสกผู้ฉลาดในการตรวจดูผลไม้คนหนึ่ง จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ คือคาถาที่ปรากฏ ณ เบื้องต้น


                        ได้ทราบมาว่า มีกุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้นั่งฉันอาหารในสวนของตนแล้วสั่งคนเฝ้าสวนของตนว่า

ขอให้ท่านจงพาหมู่พระภิกษุสงฆ์เที่ยวชมสวนของเราแล้วถวายผลไม้ให้ท่านฉันด้วย

                        คนเฝ้าสวนจึงได้พาเหล่าภิกษุไปเที่ยวชมสวน ระหว่างทางเขาก็ชี้ให้ดูโดยอธิบายว่า ผลไม้นั้นดิบบ้าง ห่ามบ้าง สุกบ้าง 

เมื่อเหล่าภิกษุได้ชิมผลไม้ดู ก็ปรากฏว่าผลไม้เหล่านั้นได้มีรสชาติตามที่เขาบอกจริง ๆ  ภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า                    

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ คนเฝ้าสวนคนนี้ฉลาดจริง ๆ ขนาดยืนอยู่ที่พื้นดินมองเห็นผลไม้ชนิดใด ๆ ก็สามารถบอกประเภทของรสชาติได้อย่างแม่นยำ เขาพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

                        พระพุทธเจ้าจึงตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ฉลาดอย่างคนสวนนั้นไม่ใช่จะมีเฉพาะแต่คนเฝ้าสวนคนนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน ก็มีคนฉลาดอย่างนี้เหมือนกัน

จากนั้น ได้ทรงนำเรื่องราวในอดีตชาติมาตรัสเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้

 


                        ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ในกรุงพาราณสี ได้มีพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งได้ทำการค้าขายด้วยเกวียน

ครั้งหนึ่ง เขาพาลูกน้องและสินค้าบรรทุกเต็มเกวียนเป็นจำนวนมากเดินทางไปถึงดงลึก ได้แวะพักเกวียนอยู่ที่ปากดงและเรียกลูกน้องมาสั่งกำชับว่า

ต้นไม้และผลไม้ในดงนี้ มีพิษเป็นอันตรายมาก หากพวกท่านจะกินผลไม้ชนิดใด จงให้เราอนุญาตเสียก่อน ถ้าเรายังไม่อนุญาตห้ามกินอย่างเด็ดขาด

เมื่อลูกน้องรับปาก จึงพากันเดินทางเข้าไปสู่ดง

                        ที่บริเวณปากดง มีต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่ากิงผลพฤกษ์ มันมีลักษณะเหมือนต้นมะม่วงไม่มีผิด แม้เวลามีผลสุกก็มีรสชาติเหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่เมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้ผู้นั้นสิ้นชีวิตทันทีเหมือนกินยาพิษร้ายแรงเข้าไป

                        พวกลูกน้องพ่อค้าเกวียนที่ล่วงหน้าไปก่อน เป็นเหล่าคนที่ไม่มีสัจจะแม้รับปากกับหัวหน้าเอาไว้แล้ว แต่เมื่อมองเห็นต้นกิงผลพฤกษ์ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นมะม่วง จึงพากันกินเข้าไป  แต่อีกกลุ่มหนึ่งคิดว่า ต้องรอถามหัวหน้าก่อน จึงถือผลไม้สุกยืนรอเพื่อขออนุญาต

                        พอหัวหน้าพ่อค้าเกวียนมาถึง พวกเขาก็ถามว่า

นายครับ พวกข้าพเจ้าอยากจะกินลูกมะม่วงสุกเหล่านี้

หัวหน้าตรวจดูก็ทราบทันทีว่าเป็นผลไม้มีพิษที่อันตรายมาก จึงสั่งให้คนที่กินผลไม้เข้าไปรีบอาเจียนออกมาทันทีพร้อมทั้งจัดการรักษาด้วยการให้กินของหวาน ๔ ชนิด ทำให้คนพวกนั้นรอดพ้นจากความตายได้อย่างหวุดหวิด

                        ในสมัยก่อน ได้มีพวกมนุษย์ที่มาพักใต้ต้นไม้นี้แล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นมะม่วงจึงกินเข้าไปพากันตายมาแล้วมากมาย พอรุ่งขึ้น พวกชาวบ้านก็จะพากันออกมาปลดทรัพย์สินจากตัวศพแล้วช่วยกันลากเอาศพไปทิ้ง

                        ในคราวนั้นก็เหมือนกัน พวกชาวบ้านคิดว่าพวกพ่อค้าเกวียนคงตายเพราะกินผลไม้พิษแล้ว จึงพากันออกมาเพื่อปลดทรัพย์ แต่เมื่อไปถึงต้องพบกับความแปลกใจที่เห็นคนเหล่านั้นปลอดภัย พวกเขาจึงถามด้วยความสงสัยว่า

พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้นี้ไม่ใช่ต้นมะม่วง

คนเหล่านั้น จึงพากันยกย่องว่า ทั้งหมดเป็นเพราะความฉลาดของเจ้านายของพวกเรานั่นเอง

                        พวกมนุษย์จึงถามหัวหน้าเกวียนว่า

พ่อบัณฑิต ท่านรู้ได้อย่างไรว่านี้คือต้นไม้พิษ หัวหน้าเกวียนจึงบอกว่า เรารู้ได้เพราะเหตุ ๒ ประการ

จากนั้น จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

 

ต้นไม้นี้พวกมนุษย์ปีนขึ้นไปได้อย่างไม่ยาก อีกทั้งอยู่ไม่ไกล

จากหมู่บ้าน แต่กลับไม่มีใครกิน  เป็นสิ่งบอกเหตุให้เราได้รู้ว่า

ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่มีผลน่ากลัว

 


                                หัวหน้าพ่อค้าเกวียนชี้ให้เห็นว่า ต้นไม้มีพิษนี้  ต้นก็ไม่สูง  ปีนขึ้นไปได้ไม่ยาก อีกทั้งตั้งยังอยู่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ถ้ามันเป็นต้นมะม่วงที่มีผลอร่อยจริง ๆ ป่านนี้ คงไม่มีเหลือแม้แต่ลูกเดียว นี้คือข้อความที่พ่อค้าเกวียนกล่าวแสดงให้ชาวบ้านได้รู้ว่าทำไมท่านจึงรู้ว่าต้นไม้นี้มีพิษแม้จะมีรูปร่าง ขนาด สี กลิ่นเหมือนต้นมะม่วงก็ตาม จึงได้กล่าวคาถาเบื้องต้น

                                ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า

บริษัทในครั้งนั้นได้กลับชาติมาเกิดเป็นพุทธบริษัท ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้กลับชาติมาเกิดเป็นเราตถาคตเอง

 

สรุปสุภาษิตจากชาดกนี้

                    รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

 

                          ชาดกนี้ต้องการชี้ให้เห็นความฉลาดในวิชาชีพของแต่ละสาขา ย่อมทำให้ชีวิตปลอดภัยเอาตัวรอดได้ในการเลี้ยงชีพ

                   ตัวอย่างในชาดกเรื่องนี้ การเป็นคนสวนย่อมต้องมีหน้าที่ชำนาญในการเพาะปลูก ต่อกิ่ง ต่อตาต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ออกดอกออกผล ให้รสชาติที่อร่อยและมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี การดูแลเอาใจใส่รดน้ำให้ปุ๋ย กำจัดวัชชพืชและศัตรูพืชจึงเป็นหน้าที่สำคัญสำหรับคนสวน

                   อีกประการหนึ่ง ความชำนาญของคนสวนคือ การตรวจดูผลไม้ว่า ผลไม้ชนิดใดมีรสชาติอย่างไร เหมือนอย่างที่คนสวนได้กล่าวอธิบายให้เหล่าภิกษุได้ฟัง หน้าที่ของคนสวนคือการรับผิดชอบเฉพาะต่อการดูแลสวนยังไม่ยิ่งใหญ่มากนัก หากนำมาเปรียบเทียบกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำหรับหัวหน้าเกวียนที่ต้องรับผิดชอบต่อการค้าขายและชีวิตของลูกน้องในการเดินทางค้าขาย

                   เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ การเดินทางค้าขายในทางไกลๆนั้นจะต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากอากาศ  ความแห้งแล้งหรือพายุฝน รวมทั้งภัยอันตรายจากโจรที่คอยมาดักปล้นชิงสินค้าและเงินทอง ภาระของหัวหน้าพ่อค้าเกวียนจึงยิ่งใหญ่กว่ามากกว่าคนสวน

                   ตัวอย่างในชาดกนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความฉลาดรอบคอบ การสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานของบุคคลผู้เป็นหัวหน้าที่จะทำการวินิจฉัยและทำการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งความเคารพเชื่อฟังของลูกน้องที่มีต่อเจ้านาย ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อฟังก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

                   พระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนที่ต้องรับผิดชอบด้วยความรักและกรุณาที่มีต่อพุทธบริษัทของพระองค์ เนื่องเพราะการเดินทางไกลในสังสารวัฎนั้น มนุษย์ต้องเผชิญกับอันตรายมากมายในการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนมากมักจะพลัดตกไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ ด้วยอำนาจกิเลส ดังนั้น การเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ปลอดภัย ฯ
"โกตุหลิกะ"  ผู้ที่ถูกพยายามฆ่า ๗ ครั้ง

"..สุนัขตัวนี้เดิมทีเดียวเป็นคน ชื่อ "โกตุหลิกะ" อยู่เมืองๆ หนึ่งเกิดโรคระบาดขึ้น ก็พาเมียกับลูกน้อยเพิ่งคลอดได้ ๒-๓ เดือนยังคลานไม่ได้ อุ้มเดินทางผ่านป่าไปยังอีกเมืองหนึ่ง ในที่สุดหลายวันเข้าอาหารที่นำมาก็หมด สองคนผัวเมียก็อดอาหาร สามีก็บอกภรรยาว่าอุ้มลูกไม่ไหวแล้วทิ้งเสียเถิด เธอยังสาวอยู่ พี่ก็ยังหนุ่ม พี่จะสร้างให้ใหม่ ฝ่ายภรรยามีความรักในลูกก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม จึงเอาลูกมาอุ้มแทนเสียเอง

ต่อมาตอนเย็นใกล้ค่ำสามีก็หาอุบายบอกภรรยาว่า เธออุ้มลูกมานานแล้วผลัดกันเถิด ฉันก็รักลูกเหมือนกัน ภรรยาก็เชื่อยอมให้สามีอุ้มลูก สามีก็แกล้งเดินช้าๆ ให้ภรรยาเดินไปข้างหน้าก่อน เมื่อเห็นภรรยาเดินไปไกลแล้ว ก็เอาลูกไปไว้โคนต้นไม้แล้วเอาใบไม้กลบ แล้วก็เดินช้าๆ ให้ภรรยาเดินไปไกลๆ ก่อน จึงค่อยๆ เดินไปทันก็เป็นเวลาคํ่ามากแล้ว ภรรยาก็ถามว่า "ลูกไปไหน" สามีก็บอกตามความเป็นจริงว่าทิ้งไว้ตรงโคนต้นไม้โน้น ภรรยาก็เสียใจเดินย้อนกลับมาใหม่แต่ก็หาลูกไม่พบ ผลที่สุดต่างคนต่างเดินตามกันไป

พอมาถึงอีกเมืองหนึ่งอาศัยความหิวโหยมา ๒-๓ วัน มันจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว เห็นบ้านสวยหลังใหญ่มีคนมาก ก็คิดว่าบ้านนี้คงจะมีอาหาร สองคนจึงเข้าไปในบ้าน คลานเข้าไปหาเจ้าของบ้านขออาหารกิน ท่านคหบดีเวลานั้นกำลังกินข้าวอยู่และมี สุนัขตัวเมียตัวหนึ่ง หมอบอยู่ข้างๆ ท่านกินบ้างแบ่งให้สุนัขกินบ้าง ข้าวที่สุนัขกินเป็นข้าวมธุปายาสที่ท่านคหบดีกิน เป็นข้าวชั้นเลิศของคนสมัยนั้น

เมื่อสองสามีภรรยาเข้าไปขออาหาร ท่านก็สั่งคนใช้ไปนำอาหารมาให้ เมื่อเขานำอาหารมาให้แล้วภรรยามีความรักในสามีมากก็ยังไม่กิน ให้สามีกินก่อน สามีก็แสนดีกินเสียจนกระทั่งไม่เหลือ ภรรยาก็ถามว่า "อิ่มหรือยัง" สามีก็ตอบว่า "ยังไม่อิ่ม" ยังไม่พอ ภรรยาก็ส่งส่วนของตนให้อีกโดยยอมหิว ทีนี้เมื่อกินจานที่สองเข้าไปมันก็อึดอัด ผลที่สุดก็แน่นจุกเสียด ก่อนที่จะตายขณะที่กำลังกินอาหาร ท่านโกตุหลิกะคิดถึงเจ้าสุนัขตัวนี้ว่ามีบุญดีกว่าเราซึ่งเป็นคนเสียอีก เราเป็นคนอดๆ อยากๆ แต่เจ้าสุนัขตัวนี้มันมีความสุข กินอาหารดีๆ ที่อยู่ก็สบาย ท่านคหบดีกินอะไรมันก็ได้กินอย่างนั้น รู้สึกว่ามันดีกว่าคนใช้ในบ้าน และคนใช้ในบ้านก็ยังดีกว่าเรา แต่เรามีความเป็นอยู่เลวกว่าสุนัข ขณะกินข้าวท่านก็มองดูสุนัขไป จิตก็นึกถึงแต่สุนัข ก็ตายเวลานั้น เมื่อตายแล้วจิตเลยเข้าท้องสุนัขตัวนั้นไป

ตายจากความเป็นคนมาเกิดเป็นสุนัข

ต่อมาเจ้าสุนัขตัวนั้นก็คลอดลูกออกมาเป็นตัวผู้ เป็นสุนัขแสนรู้เพราะตายจากความเป็นคนมาเกิดเป็นสุนัข จึงรู้ภาษาคนทุกอย่าง ดังนั้นเวลาท่านคหบดีจะทำอะไร จะใช้อะไร มันทำได้ทุกอย่างตามที่สุนัขสามารถจะพึงทำได้

เวลาออกพรรษา ท่านคหบดีมีความเคารพในพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาก ได้นิมนต์มาฉันภัตตาหารเป็นประจำตลอดจนกว่าจะเข้าพรรษา มาอยู่ที่ภูเขาใกล้ๆ บ้าน ตอนเช้าท่านก็ไปรับพระปัจเจกพุทธเจ้า พอถึงพุ่มไม้ท่านก็เอาไม้ตีส่งเสียงดังเป็นการไล่สัตว์ร้ายที่อยู่ในพุ่มไม้นั้น พอไปถึงถ้ำในภูเขาที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ก็เข้าไปกราบนิมนต์ท่าน เจ้าสุนัขตัวนี้ก็จำ บางวันท่านคหบดีไปนิมนต์ไม่ได้เพราะมีธุระ ก็ใช้ให้เจ้าสุนัขตัวนี้ไปแทน เมื่อไปถึงพุ่มไม้ที่ท่านคหบดีเคยเอาไม้ตี เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ส่งเสียงเห่าโฮ้งๆ เป็นการไล่สัตว์ที่อยู่ในนั้น พอไปถึงวิหารพระปัจเจกพุทธเจ้า มันก็หมอบคลานเข้าไปส่งเสียงโหยหวนเล็กน้อย เป็นการแสดงว่านิมนต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ตามมันมา เจ้าสุนัขก็เดินนำหน้า พอถึงทางเลี้ยวเข้าบ้านก็เลี้ยวเข้า ทำอย่างนี้เป็นปกติ

บางครั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ลองดูว่า เจ้าสุนัขตัวนี้จะรู้จริงหรือไม่ พอท่านเดินถึงทางที่เจ้าสุนัขเลี้ยว ท่านก็ไม่ยอมเลี้ยวท่านเดินตรงไป เจ้าสุนัขก็เข้าขวางหน้า เมื่อท่านไม่ยอมกลับมันก็ดึงชายสบงให้เข้าทาง ผลที่สุดพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ต้องตามไป

รวมความว่าเจ้าสุนัขก็ปฏิบัติอย่างนี้เป็นประจำและมีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก รวมทั้งมีความเคารพด้วย เพราะเวลาไปถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าก็หมอบคลานเข้าไปแล้วก็ส่งเสียงนิดหน่อย ลีลาคล้ายจะนิมนต์ท่าน เป็นการแสดงความเคารพ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันที่บ้าน เจ้าสุนัขตัวนี้ก็นั่งอยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา

ตายจากสุนัขไปเกิดเป็นเทวดา

พอถึงเวลาเข้าพรรษาพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านต้องกลับภูเขาคันธมาทน์ ท่านก็ลาท่านคหบดี อาจจะบอกลาเจ้าสุนัขด้วยก็ได้ หลังจากนั้นท่านก็เหาะไป เจ้าสุนัขตัวนี้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะไปมันก็คิดถึง จึงเห่าบ้างหอนบ้างแสดงความอาลัย เมื่อท่านลับไปเจ้าสุนัขตัวนี้ก็ขาดใจตายทันที อาศัยที่มีความเคารพและรักในพระปัจเจกพุทธเจ้ามาหลายเดือน เมื่อตายจากสุนัขก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกมีนามว่า "โฆษกเทพบุตร" (โฆษกะแปลว่ากึกก้อง) แปลว่า "เทวดาที่มีเสียงดัง" พูดตามปกติธรรมดาเสียงเบาๆ ดังไปไกล ๖๐ โยชน์ ถ้าพูดเต็มเสียงจะดังก้องทั่วดาวดึงส์และมีเสียงเพราะด้วย เป็นผลของการส่งเสียงนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าและส่งเสียงขับไล่สัตว์ร้ายที่จะมีระหว่างทาง และก็ส่งเสียงแสดงความรักความอาลัยในพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหาะไป

เจริญพุทธานุสสติกรรมฐาน

การที่เจ้าสุนัขตัวนี้เห่าหอนจนขาดใจตายทันทีเมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะลับไป ก็เพราะมีความเคารพรักและอาลัยในท่านมาก ความรู้สึกอย่างนี้ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า "พุทธานุสสติกรรมฐาน" ถ้าจะถามว่าสัตว์เจริญกรรมฐานได้หรือ ก็ขอตอบว่า "เจ้าสุนัขตัวนี้นั้นเจริญพระกรรมฐาน" ถ้าจะถามอีกว่า "ถ้าเจริญพระกรรมฐานมันนั่งสมาธิไม่ได้"

ก็ต้องตอบว่า "กรรมฐานไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ กรรมฐานอยู่ที่อารมณ์ของใจหรือสมาธิเป็นอารมณ์ของใจ และวิปัสสนาเป็นอารมณ์ของใจ ร่างกายจะอยู่ท่าไหนนั้นไม่มีความสำคัญ จะนั่งก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ จะนอนก็ได้ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าให้จิตจับอยู่กับอารมณ์กรรมฐานที่เราต้องการ"

อย่างเจ้าสุนัขตัวนี้จิตใจจับอยู่ในพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นปกติ ถ้าจะถามว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมจึงเรียกว่า พุทธานุสสติ" ก็ต้องตอบว่า "ปัจเจกพุทธะ คือ พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่บรรลุเองโดยไม่ต้องมีครูสอนเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ทว่าไม่มีหน้าที่สอนโดยตรงกับบรรดาท่านพุทธบริษัท ใครสนใจธรรมไปหาท่านก็ช่วยแต่ท่านไม่เดินไปสอนเป็นสาธารณะทั่วไปเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ถ้ามีความจำเป็นท่านก็ไปหาเหมือนกันเป็นบางรายเท่านั้น

ฉะนั้น การที่สุนัขตัวนี้นึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเป็น "พุทธานุสสติ"

ต่อมาเกิดใหม่ภายหลังกรรมที่ทิ้งลูกให้ตายในป่า กรรมนี้เข้ามาสนองให้ท่าน ถูกทอดทิ้งให้ตายถึง ๗ ครั้ง

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๑

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๑ เมื่อหมดบุญบารมีจากความเป็นเทวดา ท่านโฆษกเทพบุตรก็จุติลงมาเกิดเป็นลูกหญิงงามเมืองคือโสเภณีในเมืองโกสัมพี เกิดเป็นลูกผู้ชาย แต่หญิงงามเมืองย่อมเลี้ยงเฉพาะลูกผู้หญิง ไม่เลี้ยงลูกผู้ชายเพราะเชื้อสายของเธอจะสืบไม่ได้ จึงเอาทารกใส่กระด้งแล้วเอาไปทิ้งที่กองขยะ ก็มีกาบ้าง สุนัขบ้าง ต่างพากันมาจับกลุ่มแวดล้อมเด็กไว้ ป้องกันไม่ให้มีอันตราย ผลแห่งการเห่าการหอนด้วยความเคารพรักพระปัจเจกพุทธเจ้า และเห่าหอนป้องกันอันตรายพระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อมาถึงพุ่มไม้ที่จะเป็นอันตรายก็เห่ากรรโชกไล่สัตว์ เป็นเหตุให้กาก็ดี สุนัขก็ดีมาแวดล้อมป้องกันอันตราย แม้แต่มด เล็น ไร ตัวหนึ่งก็ไม่อาจจะเข้าไปใกล้ได้ ขณะนั้นมีคนผู้หนึ่งออกไปนอกบ้านเห็นการจับกลุ่มของกาและสุนัข จึงเดินเข้าไปที่นั้นเห็นเด็กทารกก็เกิดความรักเหมือนกับรักลูกของตัวเอง ได้เข้าไปอุ้มนำไปสู่เรือนด้วยความดีใจว่าเราได้ลูกชายแล้ว

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๒

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๒ ในเวลานั้นได้มีเศรษฐีชาวเมืองโกสัมพีเดินมาพบท่านปุโรหิตออกมาจากพระราชวังจึงได้ถามว่า "ท่านอาจารย์ วันนี้จะมีเหตุร้ายเหตุดีกับชาวบ้านชาวเมืองบ้างไหม" ท่านปุโรหิตก็บอกว่า "อย่างอื่นไม่มีแต่เด็กที่เกิดวันนี้จะเป็นมหาเศรษฐีในเมืองนี้ในวันหน้า" เวลานั้นภรรยาของท่านเศรษฐีกำลังตั้งครรภ์อยู่ จึงให้คนใช้ไปดูว่าคลอดหรือยังมาบอกให้ทราบ เมื่อสั่งคนใช้แล้วก็ไปเฝ้าพระราชา เศรษฐีสมัยนั้นพระราชาต้องแต่งตั้งให้มีฉัตร ๓ ชั้นและมีกิจในการเฝ้าพระราชาเหมือนกับเสนาบดีผู้ใหญ่ เมื่อเฝ้าพระราชาแล้วก็กลับมาบ้านเมื่อทราบว่าภรรยายังไม่คลอดจึงเรียกหญิงคนใช้ชื่อ "กาลี"

"กาลี" ไม่ได้แปลว่า "ระยำ" กาละแปลว่ากาลเวลา

คือผู้หญิงคนนี้เป็นคนรับใช้ต้องทำงานตามเวลาที่เขาสั่งเรียกมาให้เงินหนึ่งพันกหาปณะ (๑ กหาปณะเท่ากับ ๔ บาท ๑,๐๐๐ กหาปณะก็เท่ากับ ๔,๐๐๐ บาท) สมัยนั้นเงินพันมีค่าสูงมาก ก๋วยเตี๋ยว ๒ ชาม ๕ สตางค์ ทองคำหนัก ๑ บาทราคา ๑๐ บาทเศษๆ ท่านเศรษฐีบอกให้นางกาลีไปซื้อเด็กที่เกิดวันนี้มา เมื่อนางกาลีไปถึงเรือนเด็กคนนั้นก็ถามว่า "เด็กคนนี้เกิดเมื่อไร" เขาตอบว่า "เกิดวันนี้" จึงขอซื้อเด็กประมูลราคาตั้งแต่ ๑ กหาปณะไปจนถึงหนึ่งพันกหาปณะ แล้วนำเด็กนั้นไปให้ท่านเศรษฐี ท่านก็คิดว่าถ้าลูกของเราเป็นผู้หญิงเราจะให้มันอยู่กับลูกสาวของเรา แล้วทำให้มันเป็นเจ้าของตำแหน่งมหาเศรษฐี แต่ถ้าลูกของเราเกิดเป็นชาย เราจะฆ่ามันเสีย จึงได้รับเด็กคนนั้นไว้ในเรือน

โคอสุภะนายฝูงช่วยชีวิตเด็ก

ต่อมาภรรยาของเศรษฐีคลอดบุตรออกมาเป็นชายล่วงไป ๒-๓ วัน ท่านเศรษฐีจึงคิดว่า ถ้าไม่มีเจ้าเด็กคนนี้ลูกชายของเราก็จะได้รับตำแหน่งมหาเศรษฐี ดังนั้นเราควรจะฆ่ามันเสียเถิด จึงเรียกนางกาลีให้เอาเด็กคนนี้ไปนอนขวางทางกลางประตูคอกโค เวลาที่พวกโคออกจากคอกจะได้เหยียบมันให้ตาย แต่ต้องคอยดูให้รู้ว่าโคเหยียบหรือไม่เหยียบ แล้วกลับมาบอกเรา

พอนายโคบาลคือคนเลี้ยงวัวเปิดประตูคอกเท่านั้น นางกาลีก็เอาเด็กไปวางไว้ตามที่ท่านมหาเศรษฐีสั่ง โคอสุภะซึ่งเป็นนายฝูง ตามธรรมดาจะออกหลังโคตัวอื่นทั้งหมด แต่ทว่าวันนี้ออกไปก่อนโคอื่นทั้งหมด ไปยืนคร่อมเด็กทารานั้นไว้ในระหว่างเท้าทั้งสี่ แม่โคทั้งหลายต่างก็พากันเบียดเสียดทั้งสองข้างของโคอสุภะออกไป ท่านโฆษกเทพบุตรมีบาปเพราะทิ้งลูกให้ตายในกลางป่า แต่ด้วยอานิสงส์ที่เกิดเป็นสุนัขไปเห่าหอนถวายความเคารพรักในพระปัจเจกพุทธเจ้า และก็ป้องกันอันตรายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงไม่ตกนรกเลยต้องมาถูกทิ้งแบบนี้ แต่ได้รับความช่วยเหลือเพราะความดีที่มีต่อพระปัจเจกพุทธเจ้านั่นเอง

คนเลี้ยงโคก็คิดว่าเจ้าโคตัวนี้เมื่อก่อนมันออกทีหลังเขา ทุกตัวออกไปก่อนมันจึงออกแต่วันนี้ออกไปก่อนโคอื่นๆ ทั้งหมดแล้วก็ยืนนิ่งอยู่ที่ประตูคอก จึงเดินเข้าไปดูก็เห็นเด็กนอนอยู่ภายใต้ท้องโคนั้น ก็เกิดความรักคิดว่าเราได้ลูกชายแล้วจึงนำไปสู่เรือน

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๓

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๓ เมื่อท่านเศรษฐีทราบจากนางกาลีว่าลูกเลี้ยงยังไม่ตาย จึงให้เงินไปหนึ่งพันกหาปณะไปบอกกับคนเลี้ยงวัวว่า ท่านต้องการเด็กคนนี้ไว้เป็นลูกบุญธรรม เมื่อนำเด็กมาแล้ว ท่านเศรษฐีก็บอกกับนางกาลีว่าในเมืองนี้มีเกวียน ๕๐๐ เล่มเขาค้าขายกันอยู่ เขาออกเดินทางในเวลาเช้ามืด ให้เอาเด็กคนนี้ไปวางไว้ที่ทางเกวียนเพื่อให้โคเหยียบ ถ้าโคไม่เหยียบล้อก็ทับมันก็จะต้องตาย แล้วให้คอยดูว่าเด็กจะตายหรือไม่ ความจริงนางกาลีเธอก็มีความสงสาร แต่เมื่อนายใช้ก็จำเป็นจะต้องทำ ถ้าไม่ทำก็มีความผิด

ในตอนดึกเธอจึงได้นำเด็กทารกคนนี้ไปวางไว้ที่ทางเกวียนให้ตรงรอยเกวียนพอดี เพราะตามปกติรอยเกวียนกับรอยเท้าโคจะขนานกัน

ในเวลาเช้ามืดหัวหน้าเกวียน ๕๐๐ เล่มนำเกวียนออกหน้า ลูกน้องก็ตามเป็นลำดับไป แต่พอไปถึงเด็กยังมืดอยู่คนบนเกวียนก็ไม่เห็นเด็ก แต่เป็นเหตุอัศจรรย์ปรากฏว่าโคเดินถึงตรงนั้นแล้วไม่ยอมเดินต่อไป สลัดจนกระทั่งแอกหลุดจากคอทั้งๆ ที่เจ้าของบังคับให้เดินด้วยการตีบ้าง แทงด้วยปฏักบ้าง ทำอย่างไรก็ไม่ไป รอจนกระทั่งสว่าง นายเกวียนก็มองไปด้านหน้าพบเด็กคนหนึ่งนอนขวางทางล้อเกวียน เขาวางเอาตัวขวางไว้ ถ้าโคก้าวไปอีกไม่กี่ก้าวก็จะต้องเหยียบเด็กตาย ถ้าโคไม่เหยียบเกวียนก็จะทับตาย จึงเกิดความอาลัยตัดสินใจจะนำเด็กคนนี้ไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม จึงเข้าไปอุ้มเด็กนำขึ้นมาบนเกวียน โคก็เดินต่อไปตามปกติไม่มีพยศใดๆ

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๔

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๔ นางกาลีรีบมาบอกท่านเศรษฐี ท่านเจ็บใจว่าเด็กคนนี้มันจะมาแย่งตำแหน่งมหาเศรษฐีของลูกเรา จึงได้บอกนางกาลีว่า ในเมื่อมันยังไม่ตายฉันยอมเสียเงินอีกหนึ่งพันกหาปณะ จงไปซื้อเด็กมาจากพ่อค้าเกวียน แล้วก็นำเด็กกลับมาให้ ท่านมหาเศรษฐีก็คิดว่าทิ้งที่ไหนๆ มันก็ไม่ตาย เจ้าจงนำเอาไปไว้ในป่าช้าผีดิบให้ลึกแสนลึกอย่าให้คนเห็น ตามธรรมดาป่าช้าผีดิบจะมีเสือ สิงห์ กระทิง แรด มีงูร้ายอยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่ตายเพราะสัตว์ร้ายก็ต้องตายเพราะอดตาย ตามปกติป่าช้าไม่มีใครอยากเข้าไป อย่างมากก็หนึ่งวันก็ต้องตายแน่ ในตอนเช้าวันนั้นก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ มีพ่อค้าเลี้ยงแพะไว้สำหรับขายนับเป็นแสนตัว ก็นำแพะมาเลี้ยงที่ป่าช้าผีดิบเพราะไม่มีใครว่าและก็ปลอดภัย บังเอิญมีแพะแม่ลูกอ่อนอยู่ตัวหนึ่งบุกป่าฝ่าดงเข้าไปไกลออกไปจากฝูงแพะเข้าไปในป่าลึก เข้าไปถึงเด็กน้อยแล้วก็ย่อตัวลงมาเอานมให้เด็กดูดกิน เจ้าของแพะเห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าแพะตัวนี้ลุยผ่าเข้าไปทำไม แยกฝูงออกไป เขาหาทางตวาด เอาไม้ขว้าง อิฐขว้างเท่าไรแพะก็ไม่ยอมถอยออกมา เห็นมันย่อตัวผิดปกติจึงเข้าไปหมายจะตีแพะให้เข็ด แต่พอเข้าไปก็เห็นเด็กน้อยกำลังกินนมแพะ ใจก็เกิดความรักขึ้นมา เด็กคนนี้น่ารักจริงๆ เราก็ไม่มีลูกอยากได้ลูกมานานแล้ว จึงดีใจเข้าไปอุ้มนำเอาไปเลี้ยง

หลวงพ่อท่านบอกว่าขึ้นชื่อว่า บุญก็ช่วยไม่เลือกสถานที่เหมือนกัน เป็นอันว่าคนที่เกิดมานี้ต้องรับผลของกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล กรรมที่เป็นอกุศลของท่านโกตุหลิกะเป็นเหตุให้ ถูกทอดทิ้งหวังจะประหารชีวิต เพราะทิ้งลูกให้ตายในป่า แต่ว่าบุญที่มีความจงรักภักดีต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ช่วยพร้อมกันนั่นคือ แพะให้นํ้านมกิน

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๕

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๕ เมื่อนางกาลีมาบอกท่านเศรษฐี ท่านก็เกิดความเจ็บใจว่าทำอย่างไรๆ มันก็ไม่ตาย จะต้องเอาชนะให้ได้ จึงมอบเงินอีกหนึ่งพันกหาปณะให้ไปขอซื้อกลับมา ถ้าอกุศลไม่สนองเขาคงไม่ให้ แต่เพราะอกุศลยังสนองจึงจำจะต้องถูกทอดทิ้งต่อไป ท่านเศรษฐีก็วางแผนต่อไปว่าคราวนี้ไม่มีใครช่วยมันได้ ให้เอาไปทิ้งเหวลึกในป่า คนเข้าไปยากมีดงไผ่มาก โยนมันลงไปในนั้นไม่ช้ามันก็ตายไม่มีใครจะไปช่วยเหลือได้ นางกาลีก็นำเด็กไปโยนลงกลางเหว ก็เป็นเหตุอัศจรรย์กลางเหวมีกอไผ่อยู่มาก ไผ่งามมาก คนที่จะจักสานเขาก็ไปเอาไม้ไผ่ในนั้น บนยอดไผ่ก็บังเอิญมีเถาวัลย์เกาะอยู่หนาทึบมาก ปรากฏว่าเด็กน้อยคนนี้พอเขาโยนลงไปก็ไปค้างบนเถาวัลย์พอดี

ในตอนสายวันนั้นนายช่างจักสานเกิดขาดไม้ไผ่ที่จะจักสานขึ้นมา จึงได้พาลูกชายเข้าไปในป่าหาทางลัดเลาะเข้าไปในเหวเพราะไม้ไผ่ในนั้นงามดี พอเข้าไปตัดไม้เถาวัลย์ก็ไหว เด็กที่อยู่บนนั้นก็ร้องจ้าขึ้นมา เขาก็ตกใจว่าผีหรือคนกันแน่ ป่าลึกอย่างนี้ไม่น่าจะมีคน สองคนพ่อลูกก็เข้าไปดูก็พบเด็กจึงรับไว้เป็นลูกชายคนรองต่อไป

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๖

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๖ หลังจากที่ทิ้งเหวแล้ว ท่านเศรษฐีให้นางกาลีนำเงินหนึ่งพันกหาปณะไปไถ่ตัวกลับมา ท่านจึงคิดว่าการทอดทิ้งแบบนี้ไม่มีผลแน่ จะต้องจัดการฆ่าเป็นกรณีพิเศษ ตั้งแต่ท่านโฆษกเทพบุตรมาเกิดเป็นเด็กคนนี้ ท่านมีความรู้สึกว่าท่านเศรษฐีเป็นบิดาของท่านจริงๆ แต่ท่านเศรษฐีกลับคิดว่าเด็กคนนี้เป็นหนามยอกอก เกรงว่าจะแย่งตำแหน่งเศรษฐีของลูกชายตามที่ท่านปุโรหิตพยากรณ์ไว้ จึงได้คิดฆ่าตลอดมา การคิดฆ่าต้องใช้เวลาตามความเหมาะสมจึงนานจนกระทั่งท่านโฆษกเป็นหนุ่มมีเมียได้แล้ว ท่านเศรษฐีจึงคิดว่าใกล้บ้านท่านมีนายช่างหม้อ เขาทำหม้อขาย ทำตุ่มขาย ในเตาที่สุมหม้อหรือสุมตุ่มให้สุกต้องใช้ไฟแรงมาก จึงนำเงินไปหนึ่งพันกหาปณะก็เท่ากับเงินสักสองสามแสนสมัยนี้ เมื่อนายช่างหม้อรับเงินแล้วก็บอกว่าจะให้ทำอะรก็ทำให้ได้ทุกอย่าง

พอวันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีก็เขียนจดหมายสั่งให้นายช่างหม้อจัดการฆ่าผู้ถือจดหมายมาให้แล้วใส่เข้าเตาเผาให้เรียบร้อย ทำงานเสร็จให้รีบแจ้งให้ทราบจะให้รางวัลยิ่งกว่าที่ให้ไปแล้ว เมื่อเขียนจดหมายเสร็จก็เรียกท่านโฆษกให้ถือจดหมายนี้ไปหานายช่างหม้อ แต่พอท่านโฆษกลงไปจากบ้านก็ปรากฏว่าน้องชายคือลูกแท้ๆ ของท่านเศรษฐีกำลังเล่นคลีอยู่กับเพื่อนและแพ้เพื่อนสิบกระดานกว่า ท่านโฆษกเป็นผู้ฉลาดในการเล่นคลี น้องชายก็คิดว่าท่านเป็นพี่ชายจริงๆ เหมือนกัน เพราะไม่มีใครบอก จึงบอกให้พี่ชายมาช่วยเล่นคลีแก้ตัวให้ก่อน

ท่านก็บอกน้องว่า "ไม่ได้หรอก เวลานี้พ่อใช้ให้ไปธุระที่บ้านนายช่างหม้อ ต้องถือจดหมายฉบับนี้ของพ่อไปให้แล้วพี่จะรีบกลับมา"

น้องชายบอกว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พี่เล่นแทนฉันนะแก้ตัวให้ได้เพราะฉันแพ้เขามามากแล้ว ฉันจะนำจดหมายไปเอง งานเสร็จเมื่อไรจะรีบกลับมาหาพี่"

เป็นการบังเอิญจริงๆ ลูกชายของท่านเศรษฐีอ่านหนังสือออก แต่ถือว่าเป็นจดหมายธุระของพ่อ จึงไม่คลี่ออกอ่าน พอไปถึงนายช่างหม้ออ่านจดหมายเสร็จก็จัดการตามคำสั่ง ร่างกายของลูกชายท่านเศรษฐีก็วอดวายเป็นขี้เถ้าผสมไปกับถ่าน ท่านโฆษกเล่นคลีจนกระทั่งเย็น น้องชายก็ยังไม่กลับมา จึงขึ้นมาบนบ้าน ท่านเศรษฐีเห็นเข้าก็ถามว่า "พ่อสั่งให้ไปหานายช่างหม้อ ลูกยังไม่ไปหรือ" ท่านก็ตอบว่า "น้องเล่นคลีแพ้เขาขอรับ ให้ผมเล่นแก้ตัว น้องเลยไปแทน" พอได้ฟังเท่านั้นท่านเศรษฐีก็ผลุนผลันรีบวิ่งไปบ้านนายช่างหม้อ

พอไปถึงนายช่างหม้อก็รีบมารายงานทันทีว่า "งานที่สั่งเรียบร้อยทุกอย่าง" ท่านเศรษฐีร้องไห้แทบจะเป็นลมตาย แทนที่จะฆ่าท่านโฆษกตายกลับต้องมาเสียลูกไป

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๗

ถูกทอดทิ้งให้ตายครั้งที่ ๗ เมื่อลูกชายของตนตายไปแล้ว ท่านเศรษฐีกลับโทษว่าท่านโฆษกเป็นต้นเหตุให้ลูกชายตาย จึงคิดหาอุบายใหม่จะต้องฆ่าลูกเลี้ยงให้ได้ จึงส่งไปยังสำนักคนเก็บส่วย ท่านเศรษฐีมีบ้านส่วย ๑๐๐ หลังคล้ายๆ กับบ้านเช่า พระราชามอบบ้านให้เมื่อตั้งเป็นเศรษฐีแล้ว มีอำนาจในการเก็บส่วยคือเก็บภาษีอากรเป็นประจำปี โดยส่งไปให้นายเสมียนหรือคือเจ้าหน้าที่เก็บส่วยฆ่าเสียให้ตาย จึงได้เขียนจดหมายบอกว่า "ถ้าผู้ถือจดหมายนี้มาถึงบ้านนี้เมื่อไรให้จัดการฆ่าทันที และก็จัดการเผาแล้วนำไปโยนลงในส้วม ถ้าทำเสร็จเรียบร้อยฉันจะให้รางวัลเธออย่างงามในภายหลัง"

ท่านโฆษกก็บอกท่านเศรษฐีว่า "ตำบลที่จะไปมันไกล จะต้องนำอาหารไปกินตามทางบ้างเพราะต้องค้างคืน" ท่านเศรษฐีก็บอกว่า "ไม่ต้องเอาไปหรอกลูก พ่อมีเพื่อนเป็นเศรษฐี บ้านอยู่ระหว่างกลางทางที่จะผ่านไปอยู่หลังหนึ่ง เจ้าจงแวะไปรับประทานอาหารที่นั่น หลังจากนั้นก็เดินทางไปบ้านส่วยไปหานายเสมียนที่เก็บส่วย"

พอไปถึงบ้านเศรษฐีก็เข้าไปในบ้าน ภรรยาท่านเศรษฐีเห็นหน้าท่านโฆษกก็มีความรู้สึกรักเหมือนลูก บ้านนี้มีลูกสาวอายุ ๑๕ ยังไม่ถึง ๑๖ กำลังสาวและสวยด้วย เวลานั้นก็เป็นเวลาพอดีที่ลูกสาวของเศรษฐีบ้านนี้อยู่บนชั้น ๗ ได้สั่งให้หญิงคนใช้ไปซื้อของที่ตลาด แต่พอหญิงคนใช้ลงมาจากข้างบนก็พอดีภรรยาของท่านเศรษฐีใช้ให้จัดห้องพักให้แก่ท่านโฆษกซึ่งเดินทางมาเหนื่อยอ่อน พอกินอาหารเสร็จก็นอนหลับ เมื่อหญิงรับใช้ไปตลาดเสร็จก็กลับขึ้นไปข้างบน เจ้านายคอยนานผิดปกติก็ดุ เธอจึงรายงานเรื่องราวให้ทราบ พอได้ยินเท่านั้น ความรักเกิดขึ้นมาทันทีทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นหน้า ทนไม่ไหวต้องการจะไปเห็นหน้า

บุพเพสันนิวาส

ลูกสาวท่านเศรษฐีคนนี้เดิมเป็นภรรยาของท่านโฆษกสมัยที่เป็นโกตุหลิกะ เมื่อท่านโกตุหลิกะตายจากความเป็นคนแล้ว ท่านเศรษฐีได้มอบข้าวสารให้เธอหนึ่งทะนาน เธอได้จัดการหุงต้มถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า และอยู่รับใช้ท่านเศรษฐีบ้านนั้น ต่อมาได้มีโอกาสปฏิบัติและไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าบ้างตามสมควร อาศัยบุญนี้เมื่อเธอตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก หลังจากนั้นลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็มาเกิดเป็นลูกของอนุเศรษฐีบ้านนี้

ฉะนั้น ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อาศัยที่เคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน เยื่อใยแห่งความรักมันก็เกิดขึ้น"

ลูกสาวเศรษฐีจึงลงไปจะดูหน้าชายหนุ่ม ได้ย่องๆ แอบลงไปไม่ให้มารดาเห็น เวลานั้นท่านโฆษกกำลังหลับ เมื่อเห็นเข้าก็เกิดความรักหนักขึ้นเพราะอาศัยบุญเก่าที่เคยเป็นสามีภรรยากัน ต้องพลัดกันเพราะกำลังบุญไม่เสมอกัน ท่านโฆษกทิ้งลูกแต่เธอสงสารลูก ท่านโฆษกคิดถึงสุนัขจึงไปเกิดเป็นลูกสุนัข แต่ตอนเป็นสุนัขมีความรักและเห่าหอนป้องกันอันตรายพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไปเกิดเป็นเทวดา แต่ภรรยานึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าตายแล้วไปเกิดเป็นนางฟ้า เมื่อเธอเข้าไปมองไปก็เห็นชายผ้าขมวดอยู่จึงแก้ดูเห็นจดหมายก็นำมาอ่าน พออ่านเสร็จก็ตกใจว่าถือจดหมายฆ่าตัวเองมาได้อันตรายมาก จึงจัดการแปลงสาส์นเขียนขึ้นใหม่ ให้นายเสมียนจัดการแต่งงานลูกชายของท่านเศรษฐีกับลูกสาวของอนุเศรษฐีซึ่งเป็นเพื่อนกันในชนบท และจัดการปลูกเรือนหอให้ดี จัดเวรยามอย่าให้ใครเข้าไปรบกวนหรือให้ใครไปทำอันตรายเป็นอันขาด เป็นอันว่าท่านโฆษกไม่ได้เห็นนางเลย

พอวันรุ่งขึ้นรับประทานอาหารเสร็จก็ลาท่านเศรษฐี เดินทางไปหานายเสมียน เมื่อได้อ่านจดหมายแล้วก็ดีใจว่าท่านเศรษฐีไว้วางใจเราถึงขนาดนี้ ก็จัดการปลูกบ้านจัดคนระวังรักษา ใครจะเข้าจะออกต้องได้รับอนุญาตก่อน แล้วก็ไปสู่ขอลูกสาวเศรษฐีจัดการแต่งงานให้ เมื่อแต่งงานแล้วลูกสาวก็มาอยู่บ้านของท่านโฆษก นางได้สั่งนายเสมียนว่า ถ้าผู้ใดจะมาหาสามีจงอย่าให้เข้าไปพบ ให้มาพบเธอก่อน เป็นการป้องกันสามีเพราะท่านบิดาของสามีใจร้าย ถ้าทราบว่าท่านโฆษกยังไม่ตาย ก็จะต้องหาทางฆ่าให้ได้อีก

หลังจากนั้นมาหลายวัน ท่านเศรษฐีไม่ได้ข่าวจากนายเสมียน จึงส่งคนไปสืบก็ได้ความว่าเวลานี้ท่านโฆษกแทนที่จะตายกลับกลายเป็นได้ลูกสาวเศรษฐีเป็นภรรยา ก็เจ็บใจเกิดความทุกข์หนัก จิตใจเศร้าโศกคิดถึงลูกชายที่ตายไปแล้วด้วย ตัวท่านก็แก่แล้วมีอารมณ์ครุ่นคิดแต่ประหัตประหาร ความสุขกายสุขใจจึงไม่มีก็เลยล้มป่วย ขณะล้มป่วยใหม่ๆ สั่งคนให้ไปตามท่านโฆษกมาหา ด้วยมีเจตนาให้ทนายประจำตระกูลบอกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดไม่ยอมยกให้ท่านโฆษก แต่พอคนที่ท่านเศรษฐีส่งไปถึงบ้านท่านโฆษก นายเสมียนก็นำไปหาภรรยาท่านโฆษกก่อนและได้ถามว่า "เวลานี้ท่านบิดาป่วยมากหรือน้อย" เขาตอบว่า "ยังไม่มากขอรับ เพิ่งป่วยใหม่ๆ แต่ว่าบ่นถึงท่านโฆษกอยากให้ไปหา" ภรรยาท่านโฆษกก็ทราบว่าการไปหาเวลานี้ไม่เหมาะ จึงสั่งเจ้าหน้าที่ให้จัดบ้านพักและให้เลี้ยงอาหารการบริโภคให้อยู่อย่างเป็นสุข และบอกว่า "ถ้าจะกลับต้องรับคำสั่งจากฉันก่อน เธอกับฉันจะไปพร้อมกัน"

ท่านเศรษฐีอาการไข้หนักลงไปทุกที ถามทนายประจำบ้านว่า "ท่านโฆษกมาหรือยัง" พอบอกว่ายังก็สั่งให้คนไปตามอีกพวกหนึ่ง ภรรยาท่านโฆษกก็ถามคนที่มาตามว่า "ท่านบิดาอาการเป็นอย่างไร" เขาก็บอกว่า "อาการป่วยมากขึ้น แต่สติสัมปชัญญะยังสมบูรณ์" นางก็จัดการให้พักอย่างดีตามเดิมเป็นการถ่วงเวลาไว้

ในที่สุดอาการของท่านเศรษฐีหนักลงไปมาก กินเข้าไปเท่าไรถ่ายออกมาหมดเท่านั้นที่เรียกว่าทวารเปิดใกล้จะตายเต็มที ก็สั่งให้คนไปตามอีกเป็นชุดที่สาม ภรรยาท่านโฆษกก็ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง คนที่มาตามก็บอกตามความเป็นจริงว่า "เวลานี้ท่านเศรษฐีแย่แล้วครับ พูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่องแล้ว เสียงก็แห้ง อาการร่อแร่เต็มที" สองรายที่มาตามภรรยาไม่ได้บอกท่านโฆษกให้ทราบ แต่ครั้งที่สามจึงได้รายงานให้ทราบว่า "บิดาของท่านกำลังป่วยหนัก เราเป็นลูกต้องไปหาและไปพยาบาลท่าน" และได้มีการนัดหมายกันว่าเวลาไปถึงที่นั่นแล้ว ขอให้สามียืนอยู่ด้านปลายเท้าบิดา เธอจะยืนอยู่ด้านศีรษะ แล้วทำการปฐมพยาบาลตามโอกาสที่จะพึงมี และการไปคราวนี้ก็ควรนำของจากบ้านส่วย ๑๐๐ หลังนี้ไปฝากคุณพ่อด้วย ใช้เกวียนหลายเล่มบรรทุกไป เจตนาของนางก็เพื่อจะถ่วงเวลาไว้ แต่ท่านโฆษกคิดว่าภรรยาปรารถนาดี รู้ไม่เท่าทัน ท่านโฆษกถึงแม้จะมีวาสนาบารมีเคยเป็นสามีมาก่อนแต่ปัญญาก็สู้เธอไม่ได้ เพราะชาติสุดท้ายเธอมีความเคารพในพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ถวายทานกับท่านและอธิษฐานว่า "ธรรมใดที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้ว ขอฉันได้เห็นธรรมนั้นด้วยเถิดเจ้าค่ะ"

แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ให้พรว่า "เอวัง โหตุ" แปลเป็นใจความว่า "เจ้าปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนา"

พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านเป็นอรหันต์บรรลุเอง ความฉลาดย่อมมีมาก ในเมื่อเขาอธิษฐานต้องการความฉลาดอย่างท่านก็ต้องฉลาดเหมือนท่าน

ฉะนั้น ภรรยาของท่านโฆษกนี้จึงมีความฉลาดลํ้าลึก รู้เท่าทันเหตุการณ์ทุกอย่าง จึงทราบว่าไปคราวนี้ท่านพ่อเลี้ยงก็จะประกาศไม่ยกทรัพย์สมบัติให้ ตามธรรมดาถ้าไม่ประกาศแจ้งให้ทนายทราบก่อน บุคคลผู้เป็นบุตรก็จะต้องได้สมบัติและเป็นทายาทคนเดียว การที่นางจัดของมาหลายเล่มเกวียนทำให้การเดินทางก็ช้า เมื่อเดินทางไปได้ ๒-๓ วัน นางก็หานโยบายถ่วงให้ช้าไปกว่านั้นอีก จึงรายงานท่านโฆษกว่าบิดาป่วยหนัก ถ้านำของไปมากๆ อย่างนี้นานกว่าจะถึง ทางที่ดีควรให้เกวียนเบา จึงได้สั่งให้เกวียนย้อนกลับมาบ้านเพื่อขนของลง กว่าจะเดินทางไปใหม่ก็กินเวลาหลายวัน เมื่อไปถึงบ้านบิดาปรากฏว่า ท่านเศรษฐีป่วยหนักขนาดพูดไม่รู้เรื่อง นางก็เข้าไปด้านศีรษะ ท่านโฆษกก็ไปยืนด้านปลายเท้า ท่านเศรษฐีตาพร่าเต็มทีมองไม่เห็นว่าใครอยู่ที่นั้นบ้าง จึงถามทนายว่าท่านโฆษกมาหรือยังทั้งๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ทนายบอกว่าเวลานี้บุตรชายของท่านยืนอยู่ปลายเท้าแล้ว ท่านก็อยากจะพูดว่าสมบัติทั้งหมดนี้ไม่ยกให้ท่านโฆษก แต่ประสาทมันใช้ไม่ได้จึงกล่าวว่า "สมบัตินี้เราให้"

พอพูดเพียงเท่านี้ภรรยาของท่านโฆษกผู้มีปัญญาดีก็ทุ่มศีรษะลงมาที่อก แสดงอาการร้องไห้สะอึกสะอื้นตัดเสียงของท่านเศรษฐี โดยนางคิดว่าถ้าขืนปล่อยให้พูดต่อไป ต้องกลับคำว่าไม่ให้ แต่ท่านพูดเผลอไปเพราะลิ้นมันแข็ง นางร้องห่มร้องไห้เกลือกกลิ้ง พยายามเอาหัวกระแทกอกท่านเศรษฐีตายไปเลย

ท่านโฆษกได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งเศรษฐี

เมื่อท่านเศรษฐีตายไปแล้ว ทำการเผาเสร็จ ท่านโฆษกก็ไปรายงานให้พระราชาทราบคือ พระเจ้าอุเทน ตอนที่จะเข้าไป พระเจ้าอุเทนยืนอยู่ที่หน้าต่างเห็นท่านโฆษกเดินเข้าไปถึงลำรางเล็กๆ ก็กระโดดข้าม ที่มีหลุมมีบ่อมีนํ้าก็กระโดดข้าม พอเข้าไปถึงก็กราบทูลพระราชาตามความจริง พระองค์ก็บอกว่า "เมื่อพ่อของเธอตายแล้ว ทายาทคนอื่นก็ไม่มี เราจะแต่งตั้งตำแหน่งเศรษฐีให้แก่เจ้าแทนพ่อ" แล้วท่านก็สั่งให้กลับได้ เมื่อท่านโฆษกกราบลามาแล้ว เวลาเดินมาถึงบ่อนํ้าหรือลำรางแทนที่จะกระโดดข้ามกลับลุยนํ้าไปโดยสุภาพ เรียกว่าเดินแบบสุภาพ เมื่อพระเจ้าอุเทนเห็นดังนั้นแล้ว ก็สงสัยทำไมจริยาเปลี่ยนไป ก็ทรงสั่งให้ท่านโฆษกกลับเข้าไปเฝ้าใหม่แล้วถามว่า "เมื่อขณะที่มาถึงลำรางมีนํ้า เจ้ากระโดดข้าม ขากลับทำไมเดินแบบสุภาพลุยนํ้าไป" ท่านโฆษกก็กราบทูลว่า "เมื่อขณะมา ข้าพระพุทธเจ้ายังเป็นเด็กจึงทำอาการอย่างนั้น เมื่อรับคำสั่งจากพระองค์ว่าจะแต่งตั้งตำแหน่งเศรษฐีให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ จึงเดินอย่างผู้ใหญ่มีอาการสุภาพตามสมควร"

พระเจ้าอุเทนฟังแล้วก็ปลื้มใจในความดีของท่านโฆษก จึงแต่งตั้งตำแหน่งเศรษฐีให้ในวันนั้น ให้ฉัตร ๓ ชั้น ให้ข้าทาสหญิงชาย ช้าง ม้า วัว ควาย และบ้านส่วย รวมความว่าได้เป็นเศรษฐีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ภรรยากำลังคุยกับนางกาลีอยู่ ท่านโฆษกจึงถามว่า "คุยอะไรกัน" เธอก็ไม่บอก ท่านโฆษกก็ชักดาบแล้วบอกว่า "ถ้าไม่บอกฉันจะฆ่า" ภรรยาก็เลยบอกว่า "ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ท่านได้เพราะอาศัยฉันช่วย" แล้วก็เล่าความเป็นมาทั้งหมดให้ฟัง ท่านโฆษกฟังแล้วก็ไม่เชื่อ นางกาลีเลยเล่าความเป็นมาทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนอวสาน ท่านโฆษกได้ฟังแล้วก็มีความสลดใจว่า เรามีกรรมหนักมากตั้งแต่เล็กจนโต เขาคิดจะฆ่าเราก็ไม่ทราบ เราคิดว่าท่านผู้นี้เป็นบิดา แต่จริงๆ คนนี้ก็คือศัตรูเป็นเพชฌฆาตนั่นเอง

แล้วท่านก็คิดต่อไปว่าเมื่อกรรมหนักเป็นเช่นนี้ ถ้าเรามีความประมาทอยู่ ไม่ทำความดี ถ้าตายจากชาตินี้ไปแล้วกรรมหนักจะซํ้าเติมเราหนักขึ้น อาจจะมีความลำบากยิ่งไปกว่านี้ ถ้ากรรมดีไม่มีสนองเราอาจจะถูกฆ่าตายในระหว่างนี้ก็ได้ ท่านจึงตัดสินใจสละทรัพย์วันละพันกหาปณะหรือวันละพันตำลึงให้ นายมิตตกุฎุมพี เป็นผู้จัดการตั้งโรงทานเลี้ยงคนกำพร้าและคนเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากเรื่องนี้จะเห็นว่าการเกิดเป็นคนนี้ บางคนคิดว่าการเกิดเป็นคนเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่ถ้าคิดดูจริงๆ แล้วความจริงคนจะมีความทุกข์มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานมีความวุ่นวายไม่เท่าคน อย่างท่านโฆษกเป็นคนดีแสนดีเกิดมาชาตินี้ไม่เคยทำอันตรายกับใคร แต่ถูกจองล้างจองผลาญอยู่ตลอดเวลา พวกเราก็เช่นเดียวกัน คิดกันดูให้ดีเราไม่เคยมีความสุขจริง ร่างกายนี้เป็นพิษเป็นภัยกับเราจริงๆ ที่เรามีทุกข์จริงๆ ก็เพราะอาศัยร่างกายอย่างเดียว ทุกข์เพราะความหิว ทุกข์เพราะความกระหาย ทุกข์จากการป่วยไข้ไม่สบาย ทุกข์จากความตายเข้ามาถึงในที่สุด รวมความว่าทุกข์นับไม่ถ้วน ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสกับคณะลูกศิษย์ของพราหมณ์พาวรีว่า "เธอจงทำใจให้เข้าถึง อากิญจัญญายตนฌาน ไว้เป็นปกติ คือมีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ คนเกิดมาเท่าไรตายหมดเท่านั้น สัตว์เกิดมาเท่าไรตายหมดเท่านั้น วัตถุธาตุต่างๆ ในที่สุดก็สลายตัวเหมือนกัน ถ้าเราหวังจะยึดโลกนี้เป็นที่พึ่งเราก็ยึดผิด เพราะเราอยู่ได้ไม่นานร่างกายก็สลายตัวคือตาย ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้เธอจะมีความสุขและจะพาเธอเข้าถึงพระนิพพาน"

เป็นอันว่ากรรมที่ท่านโกตุหลิกะทิ้งลูกให้ตายในป่า ก็ต้องมาถูกทอดทิ้งให้เขาจะฆ่าให้ตายถึง ๗ ครั้ง แต่บังเอิญไม่ตายก็เพราะอาศัยที่ตนเคยมีความเคารพรักและเคยช่วยเหลือพระปัจเจกพุทธเจ้าในสมัยที่เกิดเป็นสุนัข เป็นผลให้ท่านได้เป็นมหาเศรษฐี คนเกิดมาในชาตินี้จะได้รับผลกรรมทั้ง ๒ อย่างคือ

เวลาใดกรรมที่เป็นกุศลให้ผล เวลานั้นก็มีความสุข

เวลาใดกรรมที่เป็นอกุศลในชาติก่อนให้ผล เวลานั้นก็มีความทุกข์

ฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายพึงทำใจให้สบายว่า ชาตินี้กุศลหรืออกุศลจะให้ผลก็ตามที เราเกิดมาพบศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสีห์ ท่านสอนให้เรารู้จักให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เราก็ทำทุกอย่างตามที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระพุทธประสงค์ อย่างนี้ถ้าตายแล้วอย่างต่ำก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ หรืออาจจะเป็นสวรรค์ชั้นไหนก็ได้ไม่จำกัด อย่างกลางก็ไปพรหมได้ อย่างดีที่สุดก็ไปพระนิพพานได้.."

จาก ..หนังสือ ตายแล้วไม่สูญ...แล้วไปไหน