วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

ความฉลาดของพ่อค้า (ผลชาตกํ)
นายํ  รุกฺโข  ทุรารุโห     นปิ  คามโต  อารกา
อาการเกน ชานามิ         นายํ  สาทุผโล  ทุโมติ ฯ

 

                        พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ในวัดพระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสกผู้ฉลาดในการตรวจดูผลไม้คนหนึ่ง จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ คือคาถาที่ปรากฏ ณ เบื้องต้น


                        ได้ทราบมาว่า มีกุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้นั่งฉันอาหารในสวนของตนแล้วสั่งคนเฝ้าสวนของตนว่า

ขอให้ท่านจงพาหมู่พระภิกษุสงฆ์เที่ยวชมสวนของเราแล้วถวายผลไม้ให้ท่านฉันด้วย

                        คนเฝ้าสวนจึงได้พาเหล่าภิกษุไปเที่ยวชมสวน ระหว่างทางเขาก็ชี้ให้ดูโดยอธิบายว่า ผลไม้นั้นดิบบ้าง ห่ามบ้าง สุกบ้าง 

เมื่อเหล่าภิกษุได้ชิมผลไม้ดู ก็ปรากฏว่าผลไม้เหล่านั้นได้มีรสชาติตามที่เขาบอกจริง ๆ  ภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า                    

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ คนเฝ้าสวนคนนี้ฉลาดจริง ๆ ขนาดยืนอยู่ที่พื้นดินมองเห็นผลไม้ชนิดใด ๆ ก็สามารถบอกประเภทของรสชาติได้อย่างแม่นยำ เขาพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

                        พระพุทธเจ้าจึงตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ฉลาดอย่างคนสวนนั้นไม่ใช่จะมีเฉพาะแต่คนเฝ้าสวนคนนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน ก็มีคนฉลาดอย่างนี้เหมือนกัน

จากนั้น ได้ทรงนำเรื่องราวในอดีตชาติมาตรัสเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้

 


                        ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ในกรุงพาราณสี ได้มีพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งได้ทำการค้าขายด้วยเกวียน

ครั้งหนึ่ง เขาพาลูกน้องและสินค้าบรรทุกเต็มเกวียนเป็นจำนวนมากเดินทางไปถึงดงลึก ได้แวะพักเกวียนอยู่ที่ปากดงและเรียกลูกน้องมาสั่งกำชับว่า

ต้นไม้และผลไม้ในดงนี้ มีพิษเป็นอันตรายมาก หากพวกท่านจะกินผลไม้ชนิดใด จงให้เราอนุญาตเสียก่อน ถ้าเรายังไม่อนุญาตห้ามกินอย่างเด็ดขาด

เมื่อลูกน้องรับปาก จึงพากันเดินทางเข้าไปสู่ดง

                        ที่บริเวณปากดง มีต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่ากิงผลพฤกษ์ มันมีลักษณะเหมือนต้นมะม่วงไม่มีผิด แม้เวลามีผลสุกก็มีรสชาติเหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่เมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้ผู้นั้นสิ้นชีวิตทันทีเหมือนกินยาพิษร้ายแรงเข้าไป

                        พวกลูกน้องพ่อค้าเกวียนที่ล่วงหน้าไปก่อน เป็นเหล่าคนที่ไม่มีสัจจะแม้รับปากกับหัวหน้าเอาไว้แล้ว แต่เมื่อมองเห็นต้นกิงผลพฤกษ์ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นมะม่วง จึงพากันกินเข้าไป  แต่อีกกลุ่มหนึ่งคิดว่า ต้องรอถามหัวหน้าก่อน จึงถือผลไม้สุกยืนรอเพื่อขออนุญาต

                        พอหัวหน้าพ่อค้าเกวียนมาถึง พวกเขาก็ถามว่า

นายครับ พวกข้าพเจ้าอยากจะกินลูกมะม่วงสุกเหล่านี้

หัวหน้าตรวจดูก็ทราบทันทีว่าเป็นผลไม้มีพิษที่อันตรายมาก จึงสั่งให้คนที่กินผลไม้เข้าไปรีบอาเจียนออกมาทันทีพร้อมทั้งจัดการรักษาด้วยการให้กินของหวาน ๔ ชนิด ทำให้คนพวกนั้นรอดพ้นจากความตายได้อย่างหวุดหวิด

                        ในสมัยก่อน ได้มีพวกมนุษย์ที่มาพักใต้ต้นไม้นี้แล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นมะม่วงจึงกินเข้าไปพากันตายมาแล้วมากมาย พอรุ่งขึ้น พวกชาวบ้านก็จะพากันออกมาปลดทรัพย์สินจากตัวศพแล้วช่วยกันลากเอาศพไปทิ้ง

                        ในคราวนั้นก็เหมือนกัน พวกชาวบ้านคิดว่าพวกพ่อค้าเกวียนคงตายเพราะกินผลไม้พิษแล้ว จึงพากันออกมาเพื่อปลดทรัพย์ แต่เมื่อไปถึงต้องพบกับความแปลกใจที่เห็นคนเหล่านั้นปลอดภัย พวกเขาจึงถามด้วยความสงสัยว่า

พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้นี้ไม่ใช่ต้นมะม่วง

คนเหล่านั้น จึงพากันยกย่องว่า ทั้งหมดเป็นเพราะความฉลาดของเจ้านายของพวกเรานั่นเอง

                        พวกมนุษย์จึงถามหัวหน้าเกวียนว่า

พ่อบัณฑิต ท่านรู้ได้อย่างไรว่านี้คือต้นไม้พิษ หัวหน้าเกวียนจึงบอกว่า เรารู้ได้เพราะเหตุ ๒ ประการ

จากนั้น จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

 

ต้นไม้นี้พวกมนุษย์ปีนขึ้นไปได้อย่างไม่ยาก อีกทั้งอยู่ไม่ไกล

จากหมู่บ้าน แต่กลับไม่มีใครกิน  เป็นสิ่งบอกเหตุให้เราได้รู้ว่า

ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่มีผลน่ากลัว

 


                                หัวหน้าพ่อค้าเกวียนชี้ให้เห็นว่า ต้นไม้มีพิษนี้  ต้นก็ไม่สูง  ปีนขึ้นไปได้ไม่ยาก อีกทั้งตั้งยังอยู่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ถ้ามันเป็นต้นมะม่วงที่มีผลอร่อยจริง ๆ ป่านนี้ คงไม่มีเหลือแม้แต่ลูกเดียว นี้คือข้อความที่พ่อค้าเกวียนกล่าวแสดงให้ชาวบ้านได้รู้ว่าทำไมท่านจึงรู้ว่าต้นไม้นี้มีพิษแม้จะมีรูปร่าง ขนาด สี กลิ่นเหมือนต้นมะม่วงก็ตาม จึงได้กล่าวคาถาเบื้องต้น

                                ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า

บริษัทในครั้งนั้นได้กลับชาติมาเกิดเป็นพุทธบริษัท ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้กลับชาติมาเกิดเป็นเราตถาคตเอง

 

สรุปสุภาษิตจากชาดกนี้

                    รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

 

                          ชาดกนี้ต้องการชี้ให้เห็นความฉลาดในวิชาชีพของแต่ละสาขา ย่อมทำให้ชีวิตปลอดภัยเอาตัวรอดได้ในการเลี้ยงชีพ

                   ตัวอย่างในชาดกเรื่องนี้ การเป็นคนสวนย่อมต้องมีหน้าที่ชำนาญในการเพาะปลูก ต่อกิ่ง ต่อตาต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ออกดอกออกผล ให้รสชาติที่อร่อยและมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี การดูแลเอาใจใส่รดน้ำให้ปุ๋ย กำจัดวัชชพืชและศัตรูพืชจึงเป็นหน้าที่สำคัญสำหรับคนสวน

                   อีกประการหนึ่ง ความชำนาญของคนสวนคือ การตรวจดูผลไม้ว่า ผลไม้ชนิดใดมีรสชาติอย่างไร เหมือนอย่างที่คนสวนได้กล่าวอธิบายให้เหล่าภิกษุได้ฟัง หน้าที่ของคนสวนคือการรับผิดชอบเฉพาะต่อการดูแลสวนยังไม่ยิ่งใหญ่มากนัก หากนำมาเปรียบเทียบกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำหรับหัวหน้าเกวียนที่ต้องรับผิดชอบต่อการค้าขายและชีวิตของลูกน้องในการเดินทางค้าขาย

                   เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ การเดินทางค้าขายในทางไกลๆนั้นจะต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากอากาศ  ความแห้งแล้งหรือพายุฝน รวมทั้งภัยอันตรายจากโจรที่คอยมาดักปล้นชิงสินค้าและเงินทอง ภาระของหัวหน้าพ่อค้าเกวียนจึงยิ่งใหญ่กว่ามากกว่าคนสวน

                   ตัวอย่างในชาดกนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความฉลาดรอบคอบ การสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานของบุคคลผู้เป็นหัวหน้าที่จะทำการวินิจฉัยและทำการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งความเคารพเชื่อฟังของลูกน้องที่มีต่อเจ้านาย ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อฟังก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

                   พระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนที่ต้องรับผิดชอบด้วยความรักและกรุณาที่มีต่อพุทธบริษัทของพระองค์ เนื่องเพราะการเดินทางไกลในสังสารวัฎนั้น มนุษย์ต้องเผชิญกับอันตรายมากมายในการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนมากมักจะพลัดตกไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ ด้วยอำนาจกิเลส ดังนั้น การเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ปลอดภัย ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น