ความฉลาดของพ่อค้า (ผลชาตกํ)
นายํ รุกฺโข
ทุรารุโห นปิ คามโต
อารกา
อาการเกน ชานามิ นายํ สาทุผโล
ทุโมติ ฯ
พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ในวัดพระเชตวัน
ทรงปรารภอุบาสกผู้ฉลาดในการตรวจดูผลไม้คนหนึ่ง จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้
คือคาถาที่ปรากฏ ณ เบื้องต้น
ได้ทราบมาว่า
มีกุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้นั่งฉันอาหารในสวนของตนแล้วสั่งคนเฝ้าสวนของตนว่า
“ขอให้ท่านจงพาหมู่พระภิกษุสงฆ์เที่ยวชมสวนของเราแล้วถวายผลไม้ให้ท่านฉันด้วย”
คนเฝ้าสวนจึงได้พาเหล่าภิกษุไปเที่ยวชมสวน
ระหว่างทางเขาก็ชี้ให้ดูโดยอธิบายว่า ผลไม้นั้นดิบบ้าง ห่ามบ้าง สุกบ้าง
เมื่อเหล่าภิกษุได้ชิมผลไม้ดู
ก็ปรากฏว่าผลไม้เหล่านั้นได้มีรสชาติตามที่เขาบอกจริง ๆ ภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ
คนเฝ้าสวนคนนี้ฉลาดจริง ๆ ขนาดยืนอยู่ที่พื้นดินมองเห็นผลไม้ชนิดใด ๆ
ก็สามารถบอกประเภทของรสชาติได้อย่างแม่นยำ เขาพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ”
พระพุทธเจ้าจึงตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า
“ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ฉลาดอย่างคนสวนนั้นไม่ใช่จะมีเฉพาะแต่คนเฝ้าสวนคนนี้เท่านั้น
แม้ในครั้งก่อน ก็มีคนฉลาดอย่างนี้เหมือนกัน”
จากนั้น ได้ทรงนำเรื่องราวในอดีตชาติมาตรัสเล่าให้ฟัง
ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล
เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ในกรุงพาราณสี ได้มีพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งได้ทำการค้าขายด้วยเกวียน
ครั้งหนึ่ง เขาพาลูกน้องและสินค้าบรรทุกเต็มเกวียนเป็นจำนวนมากเดินทางไปถึงดงลึก
ได้แวะพักเกวียนอยู่ที่ปากดงและเรียกลูกน้องมาสั่งกำชับว่า
“ต้นไม้และผลไม้ในดงนี้ มีพิษเป็นอันตรายมาก
หากพวกท่านจะกินผลไม้ชนิดใด จงให้เราอนุญาตเสียก่อน
ถ้าเรายังไม่อนุญาตห้ามกินอย่างเด็ดขาด”
เมื่อลูกน้องรับปาก จึงพากันเดินทางเข้าไปสู่ดง
ที่บริเวณปากดง
มีต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่ากิงผลพฤกษ์ มันมีลักษณะเหมือนต้นมะม่วงไม่มีผิด
แม้เวลามีผลสุกก็มีรสชาติเหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่เมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้ผู้นั้นสิ้นชีวิตทันทีเหมือนกินยาพิษร้ายแรงเข้าไป
พวกลูกน้องพ่อค้าเกวียนที่ล่วงหน้าไปก่อน
เป็นเหล่าคนที่ไม่มีสัจจะแม้รับปากกับหัวหน้าเอาไว้แล้ว
แต่เมื่อมองเห็นต้นกิงผลพฤกษ์ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นมะม่วง จึงพากันกินเข้าไป แต่อีกกลุ่มหนึ่งคิดว่า ต้องรอถามหัวหน้าก่อน
จึงถือผลไม้สุกยืนรอเพื่อขออนุญาต
พอหัวหน้าพ่อค้าเกวียนมาถึง
พวกเขาก็ถามว่า
“นายครับ พวกข้าพเจ้าอยากจะกินลูกมะม่วงสุกเหล่านี้”
หัวหน้าตรวจดูก็ทราบทันทีว่าเป็นผลไม้มีพิษที่อันตรายมาก
จึงสั่งให้คนที่กินผลไม้เข้าไปรีบอาเจียนออกมาทันทีพร้อมทั้งจัดการรักษาด้วยการให้กินของหวาน
๔ ชนิด ทำให้คนพวกนั้นรอดพ้นจากความตายได้อย่างหวุดหวิด
ในสมัยก่อน
ได้มีพวกมนุษย์ที่มาพักใต้ต้นไม้นี้แล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นมะม่วงจึงกินเข้าไปพากันตายมาแล้วมากมาย
พอรุ่งขึ้น พวกชาวบ้านก็จะพากันออกมาปลดทรัพย์สินจากตัวศพแล้วช่วยกันลากเอาศพไปทิ้ง
ในคราวนั้นก็เหมือนกัน
พวกชาวบ้านคิดว่าพวกพ่อค้าเกวียนคงตายเพราะกินผลไม้พิษแล้ว จึงพากันออกมาเพื่อปลดทรัพย์
แต่เมื่อไปถึงต้องพบกับความแปลกใจที่เห็นคนเหล่านั้นปลอดภัย พวกเขาจึงถามด้วยความสงสัยว่า
“พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้นี้ไม่ใช่ต้นมะม่วง”
คนเหล่านั้น
จึงพากันยกย่องว่า ทั้งหมดเป็นเพราะความฉลาดของเจ้านายของพวกเรานั่นเอง
พวกมนุษย์จึงถามหัวหน้าเกวียนว่า
“พ่อบัณฑิต ท่านรู้ได้อย่างไรว่านี้คือต้นไม้พิษ
หัวหน้าเกวียนจึงบอกว่า เรารู้ได้เพราะเหตุ ๒ ประการ”
จากนั้น จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
ต้นไม้นี้พวกมนุษย์ปีนขึ้นไปได้อย่างไม่ยาก
อีกทั้งอยู่ไม่ไกล
จากหมู่บ้าน
แต่กลับไม่มีใครกิน เป็นสิ่งบอกเหตุให้เราได้รู้ว่า
ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่มีผลน่ากลัว
หัวหน้าพ่อค้าเกวียนชี้ให้เห็นว่า ต้นไม้มีพิษนี้
ต้นก็ไม่สูง ปีนขึ้นไปได้ไม่ยาก อีกทั้งตั้งยังอยู่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้าน
ถ้ามันเป็นต้นมะม่วงที่มีผลอร่อยจริง ๆ ป่านนี้ คงไม่มีเหลือแม้แต่ลูกเดียว
นี้คือข้อความที่พ่อค้าเกวียนกล่าวแสดงให้ชาวบ้านได้รู้ว่าทำไมท่านจึงรู้ว่าต้นไม้นี้มีพิษแม้จะมีรูปร่าง
ขนาด สี กลิ่นเหมือนต้นมะม่วงก็ตาม จึงได้กล่าวคาถาเบื้องต้น
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า
“บริษัทในครั้งนั้นได้กลับชาติมาเกิดเป็นพุทธบริษัท
ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้กลับชาติมาเกิดเป็นเราตถาคตเอง”
สรุปสุภาษิตจากชาดกนี้
รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
ชาดกนี้ต้องการชี้ให้เห็นความฉลาดในวิชาชีพของแต่ละสาขา
ย่อมทำให้ชีวิตปลอดภัยเอาตัวรอดได้ในการเลี้ยงชีพ
ตัวอย่างในชาดกเรื่องนี้
การเป็นคนสวนย่อมต้องมีหน้าที่ชำนาญในการเพาะปลูก ต่อกิ่ง ต่อตาต้นไม้
ทำให้ต้นไม้ออกดอกออกผล ให้รสชาติที่อร่อยและมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี
การดูแลเอาใจใส่รดน้ำให้ปุ๋ย
กำจัดวัชชพืชและศัตรูพืชจึงเป็นหน้าที่สำคัญสำหรับคนสวน
อีกประการหนึ่ง
ความชำนาญของคนสวนคือ การตรวจดูผลไม้ว่า ผลไม้ชนิดใดมีรสชาติอย่างไร
เหมือนอย่างที่คนสวนได้กล่าวอธิบายให้เหล่าภิกษุได้ฟัง หน้าที่ของคนสวนคือการรับผิดชอบเฉพาะต่อการดูแลสวนยังไม่ยิ่งใหญ่มากนัก
หากนำมาเปรียบเทียบกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำหรับหัวหน้าเกวียนที่ต้องรับผิดชอบต่อการค้าขายและชีวิตของลูกน้องในการเดินทางค้าขาย
เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ
การเดินทางค้าขายในทางไกลๆนั้นจะต้องเผชิญกับปัญหามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากอากาศ ความแห้งแล้งหรือพายุฝน
รวมทั้งภัยอันตรายจากโจรที่คอยมาดักปล้นชิงสินค้าและเงินทอง
ภาระของหัวหน้าพ่อค้าเกวียนจึงยิ่งใหญ่กว่ามากกว่าคนสวน
ตัวอย่างในชาดกนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความฉลาดรอบคอบ
การสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานของบุคคลผู้เป็นหัวหน้าที่จะทำการวินิจฉัยและทำการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
รวมทั้งความเคารพเชื่อฟังของลูกน้องที่มีต่อเจ้านาย
ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อฟังก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด
พระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนที่ต้องรับผิดชอบด้วยความรักและกรุณาที่มีต่อพุทธบริษัทของพระองค์
เนื่องเพราะการเดินทางไกลในสังสารวัฎนั้น มนุษย์ต้องเผชิญกับอันตรายมากมายในการเวียนว่ายตายเกิด
ส่วนมากมักจะพลัดตกไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ ด้วยอำนาจกิเลส ดังนั้น การเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ปลอดภัย
ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น